ห้องพักส่วนตัวสุนัข และสัตว์เลี้ยงป่วย

IMG_6520

การรักษา

  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะความผิดปกติต่างๆของผิวหนังและเส้นขน เช่น  ผิวหนังอักเสบ, ติดเชื้อ, ขนร่วง, รังแค, สะเก็ดแผล,  คันเกา, กลิ่นตัว,  ผิวคล้ำ, ขนไม่ขึ้น, ก้อนเนื้อที่ผิวหนัง  เป็นต้น
  • ตรวจหาไรขี้เรื้อน, ไรในหู, ปรสิตภายนอก เช่น เห็บ หมัด เหา, เชื้อรา แบคทีเรีย ยีสต์ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาโรคผิวหนังต่างๆ และให้การรักษาที่ตรงจุด
  • วินิจฉัยและรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องหู
  • ศูนย์ทดสอบภาวะโรคภูมิแพ้ผิวหนังที่เกิดจากพันธุกรรม (Atopy) โดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ปริมาณน้อยเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Intradermal Skin Test) และ การตรวจภูมิแพ้จากตัวอย่างเลือด (ELISA Test)
  • วัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy)
  • เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อผิวหนัง (Skin Biopsy)
  • การรักษาแนวใหม่ด้วยเครื่องเลเซอร์ (Laser therapy)

เครื่องมือและอุปกรณ์

  • กล้องจุลทรรศน์
  • สีย้อม methylene blue, liquid parafin
  • สไลด์
  • ใบมีดขูดตรวจผิวหนัง, clear scottape, cotton swab
  • กล้องส่องหู (Digital otoscope)
  • Wood’s lamp ส่องเชื้อรา
  • ชุดทดสอบภูมิแพ้ (Intradermal Skin Test)

สุนัขพันธุ์ Pug อายุ 6 เดือน เข้ารับการรักษาที่คลินิคโรคผิวหนังและภูมิแพ้ ด้วยอาการผิวหนังอักเสบอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ผ่านการรักษาจากคลินิคอื่นมา ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากอาการแพ้ และได้รับยามากินที่บ้าน จากนั้นเจ้าของพบว่า สุนัขอาการแย่ลง รอยโรคลามมากขึ้น คันเกาจนเป็นแผลอักเสบ

รูป 1-4 : แสดงภาพรอยโรคในวันแรกที่เข้ารับการรักษา

ภายหลังเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง จากการขูดตรวจผิวหนังพบว่า สุนัขเป็นโรค   ไรขี้เรื้อนเปียก หรือ โรคไรขี้เรื้อนขุมขน ร่วมกับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาพบว่า มีภาวะผิวหนังและรูขุมขนอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

รูป 5-7 : แสดงภาพตัวไรขี้เรื้อนขุมขน

หลังจากนั้น สุนัขได้รับการรักษาอย่างเป็นระบบ โดยการกินยารักษาไรขี้เรื้อนเปียกวันละครั้ง ร่วมกับยาหยอดที่หลังคอต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในขณะเดียวกันก็ได้รับการรักษาภาวะผิวหนังอักเสบติดเชื้อ ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ทั้งแบบกินและยาภายนอก โดยมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง

รูป 8-10 : แสดงภาพรอยโรคหลังได้รับการรักษา 2 สัปดาห์

เพียง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา พบว่า การอักเสบของผิวหนังลดลงเป็นอย่างมาก รอยโรคในส่วนต่างๆของร่างกายดีขึ้น แผลเริ่มแห้ง และไม่มีอาการคันเกา ซึ่งการรักษายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขูดตรวจทุก 3-4 สัปดาห์ จนกระทั่งขูดไม่พบไรขี้เรื้อนติดต่อกัน 2 ครั้ง  จึงจะหยุดการรักษาได้

รูป 11-13 : แสดงภาพรอยโรคหลังได้รับการรักษา 4 สัปดาห์

+ ข้อมูลศูนย์รักษา

IMG_6520

การรักษา

  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะความผิดปกติต่างๆของผิวหนังและเส้นขน เช่น  ผิวหนังอักเสบ, ติดเชื้อ, ขนร่วง, รังแค, สะเก็ดแผล,  คันเกา, กลิ่นตัว,  ผิวคล้ำ, ขนไม่ขึ้น, ก้อนเนื้อที่ผิวหนัง  เป็นต้น
  • ตรวจหาไรขี้เรื้อน, ไรในหู, ปรสิตภายนอก เช่น เห็บ หมัด เหา, เชื้อรา แบคทีเรีย ยีสต์ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาโรคผิวหนังต่างๆ และให้การรักษาที่ตรงจุด
  • วินิจฉัยและรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องหู
  • ศูนย์ทดสอบภาวะโรคภูมิแพ้ผิวหนังที่เกิดจากพันธุกรรม (Atopy) โดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ปริมาณน้อยเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Intradermal Skin Test) และ การตรวจภูมิแพ้จากตัวอย่างเลือด (ELISA Test)
  • วัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy)
  • เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อผิวหนัง (Skin Biopsy)
  • การรักษาแนวใหม่ด้วยเครื่องเลเซอร์ (Laser therapy)

เครื่องมือและอุปกรณ์

  • กล้องจุลทรรศน์
  • สีย้อม methylene blue, liquid parafin
  • สไลด์
  • ใบมีดขูดตรวจผิวหนัง, clear scottape, cotton swab
  • กล้องส่องหู (Digital otoscope)
  • Wood’s lamp ส่องเชื้อรา
  • ชุดทดสอบภูมิแพ้ (Intradermal Skin Test)
+ ตัวอย่างการรักษาเคส

สุนัขพันธุ์ Pug อายุ 6 เดือน เข้ารับการรักษาที่คลินิคโรคผิวหนังและภูมิแพ้ ด้วยอาการผิวหนังอักเสบอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ผ่านการรักษาจากคลินิคอื่นมา ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากอาการแพ้ และได้รับยามากินที่บ้าน จากนั้นเจ้าของพบว่า สุนัขอาการแย่ลง รอยโรคลามมากขึ้น คันเกาจนเป็นแผลอักเสบ

รูป 1-4 : แสดงภาพรอยโรคในวันแรกที่เข้ารับการรักษา

ภายหลังเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง จากการขูดตรวจผิวหนังพบว่า สุนัขเป็นโรค   ไรขี้เรื้อนเปียก หรือ โรคไรขี้เรื้อนขุมขน ร่วมกับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาพบว่า มีภาวะผิวหนังและรูขุมขนอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

รูป 5-7 : แสดงภาพตัวไรขี้เรื้อนขุมขน

หลังจากนั้น สุนัขได้รับการรักษาอย่างเป็นระบบ โดยการกินยารักษาไรขี้เรื้อนเปียกวันละครั้ง ร่วมกับยาหยอดที่หลังคอต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในขณะเดียวกันก็ได้รับการรักษาภาวะผิวหนังอักเสบติดเชื้อ ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ทั้งแบบกินและยาภายนอก โดยมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง

รูป 8-10 : แสดงภาพรอยโรคหลังได้รับการรักษา 2 สัปดาห์

เพียง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา พบว่า การอักเสบของผิวหนังลดลงเป็นอย่างมาก รอยโรคในส่วนต่างๆของร่างกายดีขึ้น แผลเริ่มแห้ง และไม่มีอาการคันเกา ซึ่งการรักษายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขูดตรวจทุก 3-4 สัปดาห์ จนกระทั่งขูดไม่พบไรขี้เรื้อนติดต่อกัน 2 ครั้ง  จึงจะหยุดการรักษาได้

รูป 11-13 : แสดงภาพรอยโรคหลังได้รับการรักษา 4 สัปดาห์